นายสมหวัง เหลืองไพบูลย์
กก.ส.ผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ไทย ชี้ตลาดอีคอมเมิร์ซปี 53 โตได้อีก10-20% เชื่อสังคมออนไลน์กระตุ้นให้พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยน เผยกลยุทธ์ใช้เซเล็บโฆษณาแฝงมาแรง...
สำนักงานสถิติแห่งชาติ (สสช.) เผยผลสำรวจสถานภาพการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ของประเทศไทย จากการเก็บรวบรวมในเดือน เม.ย.-มิ.ย. 2552 โดยวิธีส่งเจ้าหน้าที่ออกไปสัมภาษณ์เพื่อเก็บข้อมูลตามแบบสอบถาม รวมทั้งนำแบบสอบถามขึ้นเว็บไซต์ให้ผู้ประกอบธุรกิจอีคอมเมิร์ซ (e-Commerce) เข้ามาตอบ จากจำนวนผู้ประกอบการทั้งหมดประมาณ 47,000 ราย มีแบบสอบถามที่ สามารถนำมาประมวลผลได้ทั้งสิ้นประมาณ 1,606 ราย
ผลการสำรวจ สรุปได้ดังนี้ 1.ลักษณะทั่วไปของธุรกิจธุรกิจพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ของไทยส่วนใหญ่ 76.5% เป็นธุรกิจขนาดเล็กมีคนทำงานไม่เกิน 5 คน และเป็นธุรกิจประเภท B2C ถึง82.6% แยกตามกลุ่มอุตสาหกรรมที่ทำ พบว่า อยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมแฟชั่น เครื่องแต่งกาย อัญมณีและเครื่องประดับมากที่สุด คิดเป็น 42.1% ของธุรกิจทั้งหมด รองลงมาเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และอินเทอร์เน็ตคิดเป็น 17.7%เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2550 และ ปี 2551 พบว่า กลุ่มอุตสาหกรรมที่มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นในปี 2552 ได้แก่ กลุ่มแฟชั่น เครื่องแต่งกาย อัญมณีและเครื่องประดับ จาก18% ในปี 2550 เป็น 29.4% ในปี 2551 และเพิ่มขึ้น 42.1% ในปี 2552
เมื่อพิจารณาในรายละเอียดตามประเภทอุตสาหกรรมของธุรกิจ B2B พบว่า อุตสาหกรรมที่ทำกันมาก 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.น้ำหอม เครื่องสำอาง และอุปกรณ์เสริมความงาม 2.เครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ 3.รถยนต์ เครื่องยนต์ อะไหล่ชิ้นส่วนรถยนต์ 4.ระบบซอฟต์แวร์ และ5.สิ่งทอหัตถกรรม เสื้อผ้า และเครื่องหนังส่วนอุตสาหกรรมที่มีมากในธุรกิจ B2C คือ 1.สิ่งทอ หัตถกรรม เสื้อผ้า และเครื่องหนัง 2. น้ำหอม เครื่องสำอาง และอุปกรณ์เสริมความงาม 3.การท่องเที่ยว/จองตั๋วเดินทาง/ที่พัก 4.คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง 5.อาหาร อาหารแปรรูป และเครื่องดื่ม และการพิมพ์/หนังสือ และสิ่งพิมพ์ธุรกิจอีคอมเมิร์ซประมาณ 51.2% ขายผ่านอิเล็กทรอนิกส์มาไม่เกิน 1 ปี หากพิจารณาตามลักษณะการขาย ประมาณ 60.5% ของธุรกิจอีคอมเมิร์ซทั้งหมด ขายผ่านอิเล็กทรอนิกส์เพียงอย่างเดียว นอกจากนั้นธุรกิจอีคอมเมิร์ซ มีการขายผลิตภัณฑ์ชุมชน (OTOP) ด้วย ประมาณ 4.5% ของธุรกิจทั้งหมด 2.ผลการประกอบการในปี 2551 ธุรกิจอีคอมเมิร์ซมียอดขายผ่านอิเล็กทรอนิกส์ทั้งสิ้นประมาณ 527,538 ล้านบาท (ในจำนวนนี้เป็นมูลค่าที่เกิดจากการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐ (e-Auction) จำนวน 288,749 ล้านบาท หรือคิดเป็น 54.7%ของยอดขายทั้งหมด) ส่วนที่เป็นยอดขายของผู้ประกอบการ B2B มีประมาณ 190,751 ล้านบาทคิดเป็น 36.2% ส่วนที่เหลือ 45,951 ล้านบาท คิดเป็น 8.7% เป็นยอดขายของผู้ประกอบการ B2C
เมื่อพิจารณามูลค่าขายแยกตามกลุ่มอุตสาหกรรม พบว่า ในปี 2551 มูลค่าขายเกิดจากกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์และผลิตภัณฑ์มากที่สุดประมาณ 71,617 ล้านบาท (30%) รองลงมาเกิดจากกลุ่มคอมพิวเตอร์อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และอินเทอร์เน็ตประมาณ 59,420 ล้านบาท (24.9%) กลุ่มแฟชั่น เครื่องแต่งกาย อัญมณี และเครื่องประดับประมาณ 11,811 ล้านบาท(4.9%) เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2550 พบว่า กลุ่มอุตสาหกรรมที่มีสัดส่วนของมูลค่าขายเพิ่มขึ้น คือ กลุ่มยานยนต์ และผลิตภัณฑ์ จากร้อยละ 16.8 ในปี 2550 30% ในปี 2551 และกลุ่มคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และอินเทอร์เน็ต จาก16.1% ในปี 2550 เป็น 24.9% ในปี 2551
สำหรับตลาดของธุรกิจอีคอมเมิร์ซ (ที่ไม่รวม e-Auction ของภาครัฐ) จะเป็นตลาดในประเทศประมาณ 85.9% ของมูลค่าขายทั้งหมด ส่วนที่ขายไปยังตลาดต่างประเทศมีประมาณ 14.1% โดยมีลูกค้าที่สั่งซื้อสินค้า/บริการจากหลายประเทศ เช่น อเมริกา ออสเตรเลีย อังกฤษ ญี่ปุ่น แคนาดา เยอรมนี เป็นต้น
ส่วนวิธีการดำเนินธุรกิจ ประมาณ 39.9% ของธุรกิจ e-Commerce ทั้งหมด มีการประชาสัมพันธ์และส่งเสริมการตลาดผ่านสื่อออนไลน์อย่างเดียว ในขณะที่เป็นธุรกิจที่ทำ ทั้งออนไลน์และออฟไลน์ ประมาณ 18.3% โดยวิธีการประชาสัมพันธ์แบบออนไลน์ที่ใช้กันมากที่สุด คือ การโฆษณาผ่านเว็บบอร์ดตามเว็บไซต์ต่าง ๆ 65.2% ทางอีเมล์ 53.8% และการโฆษณาผ่านแบนเนอร์บนเว็บไซต์ต่าง ๆ 46.9% ธุรกิจอีคอมเมิร์ซ ส่วนใหญ่ 73.8% มีเว็บไซต์เป็นของตนเอง 18.7% ไม่มีแต่มีแผนที่จะจัดทำ ส่วนที่เหลือ 7.5% ไม่มีและไม่มีแผน ที่จะจัดทำ โดยในกลุ่มที่มีเว็บไซต์ส่วนใหญ่จะใช้โปรแกรมสำเร็จรูปในการพัฒนาเว็บไซต์มากที่สุด 69.9% ส่วนที่จ้างพัฒนา มี 17.1%สำหรับระบบการชำระเงินค่าสินค้า/บริการนั้น 31.3% ของธุรกิจทั้งหมดเปิดให้ชำระได้ทั้งแบบออนไลน์และออฟไลน์ และที่เป็นออนไลน์อย่างเดียว 23.5% ส่วนใหญ่นิยมชำระผ่าน e-Banking/ATM 68.2% ชำระผ่านบัตรเครดิต 38.7% และชำระผ่านผู้ให้บริการกลาง เช่นPaysbuyThai e-pay 29.6% วิธีการจัดส่งสินค้าธุรกิจอีคอมเมิร์ซส่วนใหญ่ 74.9% ใช้วิธีส่งทางไปรษณีย์ 35.5% ใช้พนักงานขนส่งของตนเอง 23.9% ใช้บริการขนส่งของบริษัทเอกชนอื่นๆสำหรับระยะเวลาการส่งมอบสินค้าให้ลูกค้าของธุรกิจอีคอมเมิร์ซกว่าครึ่งหนึ่งของธุรกิจอีคอมเมิร์ซ53.9% ส่งมอบได้ภายใน 2–3 วัน
ส่วนปัญหาเกี่ยวกับการจัดส่งสินค้าที่ผู้ประกอบการส่วนใหญ่เห็นว่าเป็นอุปสรรคมากที่สุดคือปัญหาเกี่ยวกับราคาค่าขนส่งที่ค่อนข้างสูง 64.1% รองลงมาคือ ความล่าช้าของการจัดส่ง 43.4% ปัญหาเรื่องคุณภาพ ในการจัดส่ง 39.2% สำหรับความคิดเห็นผู้ประกอบการธุรกิจอีคอมเมิร์ซทั้งหมดประมาณ 53.1% ตอบว่า ยอดขายในปี 2551 เหมือนเดิมเมื่อเทียบกับปี 2550 ส่วนที่คาดว่าในปี 2552 จะมียอดขายที่ดีขึ้นกว่าปี 2551 มีมากถึง 68.3% ปัญหาอุปสรรคที่ผู้ประกอบการพบในการดำเนินธุรกิจอีคอมเมิร์ซมีดังนี้ ผู้บริโภคส่วนใหญ่ยังไม่นิยม/ไม่มั่นใจในการซื้อสินค้าทางอินเทอร์เน็ต 46.3% รองลงมา ลูกค้าใช้ข้อมูลปลอมในการสั่งซื้อสินค้าหรือจองแล้วไม่ชำระเงิน 20% การทำการตลาด/การประชาสัมพันธ์ธุรกิจอีคอมเมิร์ซทำได้ยาก 17.8% สำหรับความต้องการความช่วยเหลือจากภาครัฐ ผู้ประกอบธุรกิจอีคอมเมิร์ซ ต้องการให้ภาครัฐประชาสัมพันธ์/ส่งเสริม/สนับสนุนธุรกิจอีคอมเมิร์ซให้มากขึ้น 31.9% ควรมีหน่วยงานที่ดูแลโดยตรงเพื่อให้คำปรึกษาแนะนำการกำหนดมาตรฐานในการทำธุรกิจอีคอมเมิร์ซ30% ควรมีการอบรมให้ความรู้และทักษะในการประกอบธุรกิจอีคอมเมิร์ซแก่ ผู้ประกอบการ 16.9%
นายสมหวัง เหลืองไพบูลย์ กรรมการการสมาคมผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ไทย กล่าวว่า ปี 2553 คาดการณ์ว่า ธุรกิจอีคอมเมิร์ซน่าจะเติบโตขึ้นราว 10-20% ส่วนสินค้าที่ได้รับความนิยมผ่านการซื้อออนไลน์ คือ แฟชั่น และเครื่องสำอาง ขณะที่ สินค้าประเภทดิจิตอล คอนเทนต์ ก็เริ่มเพิ่มสูงขึ้น จากปัจจัย ของพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป ประกอบยุคของสังคมออนไลน์ หรือโซเชียลเน็ตเวิร์ค ที่เข้าถึงได้ง่าย แม้ว่าจะยังกลัวต่อการซื้อสินค้าผ่านเว็บไซต์อยู่ แต่คิดว่าจะมีเพื่อนในเครือข่ายช่วยโดยผ่านทางเว็บบอร์ด
กรรมการการสมาคมผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ไทย กล่าวต่อว่า กลยุทธ์การขายสินค้าแตกต่างจากเดิม โดยเริ่มหันมาใช้เซแลบริตี้ให้เป็นผู้ใช้ และมีความแตกต่างในกลุ่ม โดยพูดให้เกิดความเชื่อถือ พอใช้แล้วก็เกิดการพูดต่อ ทั้งนี้ เป็นวิธีทางอ้อม กลายเป็นว่าคนที่เป็นต้นแบบให้มาพูดถึงสินค้า พอคนเริ่มรู้สึก ก็อยากลองใช้ แตกต่างจากเมื่อก่อน
วันศุกร์ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2553
สมัครสมาชิก:
ส่งความคิดเห็น (Atom)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น