วันศุกร์ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

กูรูออนไลน์คาดปี53 อีคอมเมิร์ซโต20%

นายสมหวัง เหลืองไพบูลย์

กก.ส.ผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ไทย ชี้ตลาดอีคอมเมิร์ซปี 53 โตได้อีก10-20% เชื่อสังคมออนไลน์กระตุ้นให้พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยน เผยกลยุทธ์ใช้เซเล็บโฆษณาแฝงมาแรง...

สำนักงานสถิติแห่งชาติ (สสช.) เผยผลสำรวจสถานภาพการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ของประเทศไทย จากการเก็บรวบรวมในเดือน เม.ย.-มิ.ย. 2552 โดยวิธีส่งเจ้าหน้าที่ออกไปสัมภาษณ์เพื่อเก็บข้อมูลตามแบบสอบถาม รวมทั้งนำแบบสอบถามขึ้นเว็บไซต์ให้ผู้ประกอบธุรกิจอีคอมเมิร์ซ (e-Commerce) เข้ามาตอบ จากจำนวนผู้ประกอบการทั้งหมดประมาณ 47,000 ราย มีแบบสอบถามที่ สามารถนำมาประมวลผลได้ทั้งสิ้นประมาณ 1,606 ราย

ผลการสำรวจ สรุปได้ดังนี้ 1.ลักษณะทั่วไปของธุรกิจธุรกิจพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ของไทยส่วนใหญ่ 76.5% เป็นธุรกิจขนาดเล็กมีคนทำงานไม่เกิน 5 คน และเป็นธุรกิจประเภท B2C ถึง82.6% แยกตามกลุ่มอุตสาหกรรมที่ทำ พบว่า อยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมแฟชั่น เครื่องแต่งกาย อัญมณีและเครื่องประดับมากที่สุด คิดเป็น 42.1% ของธุรกิจทั้งหมด รองลงมาเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และอินเทอร์เน็ตคิดเป็น 17.7%เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2550 และ ปี 2551 พบว่า กลุ่มอุตสาหกรรมที่มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นในปี 2552 ได้แก่ กลุ่มแฟชั่น เครื่องแต่งกาย อัญมณีและเครื่องประดับ จาก18% ในปี 2550 เป็น 29.4% ในปี 2551 และเพิ่มขึ้น 42.1% ในปี 2552

เมื่อพิจารณาในรายละเอียดตามประเภทอุตสาหกรรมของธุรกิจ B2B พบว่า อุตสาหกรรมที่ทำกันมาก 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.น้ำหอม เครื่องสำอาง และอุปกรณ์เสริมความงาม 2.เครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ 3.รถยนต์ เครื่องยนต์ อะไหล่ชิ้นส่วนรถยนต์ 4.ระบบซอฟต์แวร์ และ5.สิ่งทอหัตถกรรม เสื้อผ้า และเครื่องหนังส่วนอุตสาหกรรมที่มีมากในธุรกิจ B2C คือ 1.สิ่งทอ หัตถกรรม เสื้อผ้า และเครื่องหนัง 2. น้ำหอม เครื่องสำอาง และอุปกรณ์เสริมความงาม 3.การท่องเที่ยว/จองตั๋วเดินทาง/ที่พัก 4.คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง 5.อาหาร อาหารแปรรูป และเครื่องดื่ม และการพิมพ์/หนังสือ และสิ่งพิมพ์ธุรกิจอีคอมเมิร์ซประมาณ 51.2% ขายผ่านอิเล็กทรอนิกส์มาไม่เกิน 1 ปี หากพิจารณาตามลักษณะการขาย ประมาณ 60.5% ของธุรกิจอีคอมเมิร์ซทั้งหมด ขายผ่านอิเล็กทรอนิกส์เพียงอย่างเดียว นอกจากนั้นธุรกิจอีคอมเมิร์ซ มีการขายผลิตภัณฑ์ชุมชน (OTOP) ด้วย ประมาณ 4.5% ของธุรกิจทั้งหมด 2.ผลการประกอบการในปี 2551 ธุรกิจอีคอมเมิร์ซมียอดขายผ่านอิเล็กทรอนิกส์ทั้งสิ้นประมาณ 527,538 ล้านบาท (ในจำนวนนี้เป็นมูลค่าที่เกิดจากการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐ (e-Auction) จำนวน 288,749 ล้านบาท หรือคิดเป็น 54.7%ของยอดขายทั้งหมด) ส่วนที่เป็นยอดขายของผู้ประกอบการ B2B มีประมาณ 190,751 ล้านบาทคิดเป็น 36.2% ส่วนที่เหลือ 45,951 ล้านบาท คิดเป็น 8.7% เป็นยอดขายของผู้ประกอบการ B2C

เมื่อพิจารณามูลค่าขายแยกตามกลุ่มอุตสาหกรรม พบว่า ในปี 2551 มูลค่าขายเกิดจากกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์และผลิตภัณฑ์มากที่สุดประมาณ 71,617 ล้านบาท (30%) รองลงมาเกิดจากกลุ่มคอมพิวเตอร์อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และอินเทอร์เน็ตประมาณ 59,420 ล้านบาท (24.9%) กลุ่มแฟชั่น เครื่องแต่งกาย อัญมณี และเครื่องประดับประมาณ 11,811 ล้านบาท(4.9%) เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2550 พบว่า กลุ่มอุตสาหกรรมที่มีสัดส่วนของมูลค่าขายเพิ่มขึ้น คือ กลุ่มยานยนต์ และผลิตภัณฑ์ จากร้อยละ 16.8 ในปี 2550 30% ในปี 2551 และกลุ่มคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และอินเทอร์เน็ต จาก16.1% ในปี 2550 เป็น 24.9% ในปี 2551

สำหรับตลาดของธุรกิจอีคอมเมิร์ซ (ที่ไม่รวม e-Auction ของภาครัฐ) จะเป็นตลาดในประเทศประมาณ 85.9% ของมูลค่าขายทั้งหมด ส่วนที่ขายไปยังตลาดต่างประเทศมีประมาณ 14.1% โดยมีลูกค้าที่สั่งซื้อสินค้า/บริการจากหลายประเทศ เช่น อเมริกา ออสเตรเลีย อังกฤษ ญี่ปุ่น แคนาดา เยอรมนี เป็นต้น

ส่วนวิธีการดำเนินธุรกิจ ประมาณ 39.9% ของธุรกิจ e-Commerce ทั้งหมด มีการประชาสัมพันธ์และส่งเสริมการตลาดผ่านสื่อออนไลน์อย่างเดียว ในขณะที่เป็นธุรกิจที่ทำ ทั้งออนไลน์และออฟไลน์ ประมาณ 18.3% โดยวิธีการประชาสัมพันธ์แบบออนไลน์ที่ใช้กันมากที่สุด คือ การโฆษณาผ่านเว็บบอร์ดตามเว็บไซต์ต่าง ๆ 65.2% ทางอีเมล์ 53.8% และการโฆษณาผ่านแบนเนอร์บนเว็บไซต์ต่าง ๆ 46.9% ธุรกิจอีคอมเมิร์ซ ส่วนใหญ่ 73.8% มีเว็บไซต์เป็นของตนเอง 18.7% ไม่มีแต่มีแผนที่จะจัดทำ ส่วนที่เหลือ 7.5% ไม่มีและไม่มีแผน ที่จะจัดทำ โดยในกลุ่มที่มีเว็บไซต์ส่วนใหญ่จะใช้โปรแกรมสำเร็จรูปในการพัฒนาเว็บไซต์มากที่สุด 69.9% ส่วนที่จ้างพัฒนา มี 17.1%สำหรับระบบการชำระเงินค่าสินค้า/บริการนั้น 31.3% ของธุรกิจทั้งหมดเปิดให้ชำระได้ทั้งแบบออนไลน์และออฟไลน์ และที่เป็นออนไลน์อย่างเดียว 23.5% ส่วนใหญ่นิยมชำระผ่าน e-Banking/ATM 68.2% ชำระผ่านบัตรเครดิต 38.7% และชำระผ่านผู้ให้บริการกลาง เช่นPaysbuyThai e-pay 29.6% วิธีการจัดส่งสินค้าธุรกิจอีคอมเมิร์ซส่วนใหญ่ 74.9% ใช้วิธีส่งทางไปรษณีย์ 35.5% ใช้พนักงานขนส่งของตนเอง 23.9% ใช้บริการขนส่งของบริษัทเอกชนอื่นๆสำหรับระยะเวลาการส่งมอบสินค้าให้ลูกค้าของธุรกิจอีคอมเมิร์ซกว่าครึ่งหนึ่งของธุรกิจอีคอมเมิร์ซ53.9% ส่งมอบได้ภายใน 2–3 วัน

ส่วนปัญหาเกี่ยวกับการจัดส่งสินค้าที่ผู้ประกอบการส่วนใหญ่เห็นว่าเป็นอุปสรรคมากที่สุดคือปัญหาเกี่ยวกับราคาค่าขนส่งที่ค่อนข้างสูง 64.1% รองลงมาคือ ความล่าช้าของการจัดส่ง 43.4% ปัญหาเรื่องคุณภาพ ในการจัดส่ง 39.2% สำหรับความคิดเห็นผู้ประกอบการธุรกิจอีคอมเมิร์ซทั้งหมดประมาณ 53.1% ตอบว่า ยอดขายในปี 2551 เหมือนเดิมเมื่อเทียบกับปี 2550 ส่วนที่คาดว่าในปี 2552 จะมียอดขายที่ดีขึ้นกว่าปี 2551 มีมากถึง 68.3% ปัญหาอุปสรรคที่ผู้ประกอบการพบในการดำเนินธุรกิจอีคอมเมิร์ซมีดังนี้ ผู้บริโภคส่วนใหญ่ยังไม่นิยม/ไม่มั่นใจในการซื้อสินค้าทางอินเทอร์เน็ต 46.3% รองลงมา ลูกค้าใช้ข้อมูลปลอมในการสั่งซื้อสินค้าหรือจองแล้วไม่ชำระเงิน 20% การทำการตลาด/การประชาสัมพันธ์ธุรกิจอีคอมเมิร์ซทำได้ยาก 17.8% สำหรับความต้องการความช่วยเหลือจากภาครัฐ ผู้ประกอบธุรกิจอีคอมเมิร์ซ ต้องการให้ภาครัฐประชาสัมพันธ์/ส่งเสริม/สนับสนุนธุรกิจอีคอมเมิร์ซให้มากขึ้น 31.9% ควรมีหน่วยงานที่ดูแลโดยตรงเพื่อให้คำปรึกษาแนะนำการกำหนดมาตรฐานในการทำธุรกิจอีคอมเมิร์ซ30% ควรมีการอบรมให้ความรู้และทักษะในการประกอบธุรกิจอีคอมเมิร์ซแก่ ผู้ประกอบการ 16.9%

นายสมหวัง เหลืองไพบูลย์ กรรมการการสมาคมผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ไทย กล่าวว่า ปี 2553 คาดการณ์ว่า ธุรกิจอีคอมเมิร์ซน่าจะเติบโตขึ้นราว 10-20% ส่วนสินค้าที่ได้รับความนิยมผ่านการซื้อออนไลน์ คือ แฟชั่น และเครื่องสำอาง ขณะที่ สินค้าประเภทดิจิตอล คอนเทนต์ ก็เริ่มเพิ่มสูงขึ้น จากปัจจัย ของพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป ประกอบยุคของสังคมออนไลน์ หรือโซเชียลเน็ตเวิร์ค ที่เข้าถึงได้ง่าย แม้ว่าจะยังกลัวต่อการซื้อสินค้าผ่านเว็บไซต์อยู่ แต่คิดว่าจะมีเพื่อนในเครือข่ายช่วยโดยผ่านทางเว็บบอร์ด

กรรมการการสมาคมผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ไทย กล่าวต่อว่า กลยุทธ์การขายสินค้าแตกต่างจากเดิม โดยเริ่มหันมาใช้เซแลบริตี้ให้เป็นผู้ใช้ และมีความแตกต่างในกลุ่ม โดยพูดให้เกิดความเชื่อถือ พอใช้แล้วก็เกิดการพูดต่อ ทั้งนี้ เป็นวิธีทางอ้อม กลายเป็นว่าคนที่เป็นต้นแบบให้มาพูดถึงสินค้า พอคนเริ่มรู้สึก ก็อยากลองใช้ แตกต่างจากเมื่อก่อน

วันอังคารที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

ตำนานช่างฉลองพระองค์

ถ้าพูดถึงชื่อของ เซอร์เอ็ดวิน ฮาร์ดี้ อามีส ดีไซเนอร์ระดับตำนานของอังกฤษ ซึ่งล่วงลับไปแล้วเมื่อ 7 ปีก่อน ขณะอายุ 93 ปี

นอกจากจะโด่งดังเป็นที่รู้จักในฐานะช่างฉลองพระองค์คู่ใจของควีนเอลิซาเบธที่ 2 แห่งราชวงศ์วินด์เซอร์ คุณปู่ยังได้รับการยกย่องให้เป็นผู้ปฏิวัติวงการแฟชั่นแดนผู้ดี ที่ทรงอิทธิพลที่สุดในยุคหลังสงครามโลก

ย้อนกลับไปชีวิตวัยเด็ก "ฮาร์ดี้ อามีส" เกิดเมื่อวันที่ 17 ก.ค. 1909 ที่ย่านเวสต์ลอนดอน ประเทศอังกฤษ บิดาของเขารับราชการ ส่วนมารดาเป็นพนักงานขายอยู่ในร้านตัดเสื้อผ้าชั้นสูงสำหรับพระราชวงศ์ เขาจบการศึกษาระดับมัธยมจากโรงเรียนเบรนท์วูด เมืองเอสเซ็กซ์ แต่แทนที่จะสอบเข้าเรียนต่อมหาวิทยาลัยแคมบริดจ์ตามแนวทางที่บิดาอยากเห็น "หนุ่มน้อยอามีส" กลับเลือกเดินทางตามหาความฝันในแบบของตัวเอง โดยสมัครไปฝึกงานเป็นครูสอนภาษาอังกฤษ ที่เมืองท่องเที่ยวเล็กๆทางตะวันออกเฉียงใต้ของฝรั่งเศส เขาใช้ชีวิตอยู่ในฝรั่งเศสถึง 3 ปีเต็ม ก่อน จะย้ายไปร่ำเรียนภาษาเยอรมัน ที่เมืองเบนดอร์ฟ ประเทศเยอรมนี

เมื่อ "อามีส" ตัดสินใจเดินทางกลับบ้านเกิด ในปี 1930 ขณะอายุ 21 ปี เขาเริ่มต้นทำงานแรกกับบริษัท W&T Avery ผู้ผลิตตาชั่งรายใหญ่สุดของอังกฤษ มีอายุเก่าแก่ตั้งแต่สมัยศตวรรษที่ 18 ตั้งอยู่ในเมืองเบอร์มิงแฮม ภายหลังแม่ของเขาได้ฝากเข้าทำงานที่ห้องเสื้อเก่าแก่ของอังกฤษ "Lachasse" เพราะรู้ดีว่าลูกชายมีหัวด้านการออกแบบ ใช้ เวลาเพียงไม่นาน หนุ่มน้อยมาดนุ่มก็สามารถพิสูจน์ฝีมือจนได้รับโปรโมตเป็นดีไซเนอร์ ใหญ่ประจำห้องเสื้อ ขณะอายุ 25 ปี

อย่างไรก็ดี อาชีพช่างตัดเสื้อชั้นสูงของเขาต้องมาสะดุดชั่วคราว เมื่อสงคราม โลกครั้งที่ 2 ปะทุขึ้น เขาถูกเรียกตัวไปรับใช้ชาติอยู่นานหลายปี โดยเริ่มจากสังกัดหน่วยข่าวกรองของอังกฤษ จากนั้น ก็ย้ายไปประจำที่หน่วยปฏิบัติการพิเศษ กระนั้น เขายอมรับในเวลาต่อมาว่า ในยุคนั้นมีกระแสต่อต้านตุ๊ดเกย์ในกองทัพรุนแรงพอควร แม้แต่ผู้บังคับบัญชาของเขา

ก็ระบุในรายงานว่า เขาเป็นนายทหารหนุ่มที่มีความเข้มแข็งทางร่างกาย และจิตใจเกินกว่าสภาพภายนอก เป็นคนมีไหวพริบดี และฉลาดหลักแหลม แต่มีข้อบกพร่องที่ต้องแก้ไขคือ ท่าทางที่ดูมีจริตจะก้านเกินผู้ชาย!!

สมัยเป็นหนุ่มๆ แม้เขาจะพยายามปกปิดความเป็นโฮโมเซ็กชวลอย่างเต็มที่ เพราะกลัวสังคมไม่ยอมรับ แต่มีเรื่องเล่าต่อๆมาว่า ระหว่างประจำการอยู่ที่ประเทศเบลเยียม ขณะกำลังปฏิบัติการลับทางทหารที่แสนโหดเหี้ยมอยู่ในสนามรบ เขาได้สอดแทรกความเป็นตัวของตัวเองลงไปในเนื้องาน โดยนำชื่อเครื่องประดับแฟชั่นแบรนด์โปรดมาใช้เป็นรหัสลับทางทหาร ผลจากความชาญฉลาดและปฏิบัติหน้าที่ได้คล่องแคล่ว ทำให้นายทหารแต๋วแตกคนนี้ ได้ติดยศพันโทในเวลาอันสั้น สร้างความไม่พอใจอย่างมากแก่เหล่าทหารหาญ

อันที่จริงแล้ว ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 เขามีโอกาสได้แสดงพรสวรรค์ด้านการดีไซน์เสื้อผ้าอยู่บ้างเป็นพักๆ โดยออกแบบเสื้อผ้าให้องค์กรการค้าของอังกฤษ และเนื่องจากห้องเสื้อ Lachasse ปิดตัวลงตั้งแต่เริ่มสงคราม เขาจึงเบนเข็มหันมาดีไซน์เสื้อผ้าสำเร็จรูปให้กับห้องเสื้อ Worth

ความฝันของเขาที่อยากมีห้องเสื้อเป็นของตัวเอง เพิ่งจะเป็น จริงเมื่อปี 1946 ตอนอายุ 37 ปี โดยเขาเซ้งห้องแถวเก่าๆที่โดนระเบิดบอมบ์ตอนสงครามโลกมาซ่อมแซมใหม่กลายเป็นห้องเสื้อชั้นสูง

ติดป้ายว่า "Hardy Amies Ltd." ตั้งอยู่เลขที่ 14 ของย่าน Savile Row ถนนช็อปปิ้งเก่าแก่ในเขตเมย์แฟร์ ใจกลางกรุงลอนดอน ซึ่งเรียงรายไปด้วยร้านตัดสูทแบบเทเลอร์เมดสุดเนี้ยบสไตล์ผู้ดีอังกฤษ ภายในเวลาไม่กี่ปี ชื่อเสียงของเขาก็ขจรขจายไปทั่วประเทศ โดยได้รับเสียงชื่นชมว่าเป็นดีไซเนอร์เสื้อผ้าสำหรับผู้ชายและผู้หญิงที่มีฝีมือสุดพิถีพิถันสวยงามคลาสสิกชนิดยากหาใครเทียบได้

ถ้าเก่งเรื่องงานดีไซน์อย่างเดียวคงรุ่งไม่ได้ ติดตามอ่านต่อสัปดาห์หน้านะคะว่าคุณปู่ฮาร์ดี้ อามีส มีทีเด็ดอะไรจึงขึ้นหิ้งกลายเป็นดีไซเนอร์ระดับตำนานของอังกฤษ และยังได้รับความไว้วางพระทัยให้เป็น ช่างฉลองพระองค์ของควีนเอลิซาเบธที่ 2 อย่างต่อเนื่องเกือบ 5 ทศวรรษ.

วันเสาร์ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

โฮมเวิร์ค เอ็กซ์โป ครั้งที่ 7

"โฮมเวิร์ค เอ็กซ์โป" มหกรรมสินค้าเพื่อบ้านและเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเมืองไทย จัดมาแล้ว 6 ครั้ง แต่ละครั้งประสบความสำเร็จอย่างมาก วัดจากตัวเลขผู้เข้าร่วมงานและสถิติยอดขายที่เพิ่มขึ้นปีละ 10-30% ถือได้ว่าเป็นงานมหกรรมสินค้าเพื่อบ้านที่ได้รับความนิยมสูงสุดจากผู้บริโภค

โฮมเวิร์คและเพาเวอร์บาย ร่วมกับ 2 พันธมิตรรายใหญ่ ซีเอ็มจี ผู้ผลิตและนำเข้าสินค้าแฟชั่นแบรนด์ดัง และท็อปส์ ซูเปอร์มาร์เก็ต จึงผนึกกำลังจัดงาน โฮมเวิร์ค เอ็กซ์โป ครั้งที่ 7 รวบรวมสินค้าเพื่อบ้านมาลดยกใหญ่ โปรโมชั่นมอบส่วนลดเพิ่มสูงสุด

"สุทธิสาร จิราธิวัฒน์" กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทซีอาร์ซี เพาเวอร์ รีเทล จำกัด และบริษัท เพาเวอร์บาย จำกัด กล่าวว่า มหกรรมดังกล่าว จัดขึ้นภายใต้แนวคิด ลดยกใหญ่ สินค้าเพื่อบ้านและเครื่องใช้ไฟฟ้า ครบ ถูก คุ้มค่า กว่าทุกงานกับพันธมิตรและผู้ร่วมค้ากว่า 250 ราย

วันอังคารที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

'แตงโม-นาตาลี-เมย์-จ๋า' สวยอลังการ

จัดแฟชั่นโชว์กี่งานก็อลังการงานสร้างของแท้เจงๆ สำหรับ เซ็นทรัล ที่งานนี้ขอทำเก๋จัดแฟชั่นโชว์ดาราสุดอลังการในงาน ซัมเมอร์ โอเวอร์ไซส์ แฟชั่น รันเวย์ ระเบิดความอลังการกลางลานเซ็นทรัลคอร์ท เซ็นทรัล เซ็นเตอร์ พัทยา ในงานนี้นอกจากจะมีแฟชั่นโชว์ชุดพิเศษแล้วยังมีกิจกรรมน่าสนใจอีกเพียบ!!



นาตาลี เดวิส กับชุดสาวน้ำแข็งแสนสวยที่หนักถึง 1,800 กิโลกรัม



เมย์ เฟื่องอารมย์ กับชุดราชินีดอกไม้แสนสวย

ซึ่งไฮไลท์ของงานอย่างแฟชั่นโชว์จากกลุ่มดาราสาวในชุดเซ็กซี่รับซัมเมอร์นี้เริ่มต้นที่ นาตาลี เดวิส ที่ขอดับไฟรักกะ หนุ่มบอล เอ๊ย!!! ดับอากาศร้อนด้วยชุดสาวน้ำแข็งแสนสวยที่หนักถึง 1,800 กิโลกรัม ผลงานช่างแกะสลักดีกรีแชมป์ประเทศไทย, เมย์ เฟื่องอารมย์ ที่ของดดูแลหัวใจ หนุ่ม-กรรชัย ชั่วคราว มาในชุดราชินีดอกไม้แสนสวยที่ดูสง่างามมั่กๆ



จ๋า-ณัฐฐาวีรนุช ทองมี กับชุดสาวแก้วแชมเปญกว่า 180 ใบ



แตงโม-ภัทรธิดา พัชรวีระพงษ์ แปลงโฉมเป็นเจ้าหญิงประจำค่ำคืนแห่งความสุข

ส่วน จ๋า-ณัฐฐาวีรนุช ทองมี ที่สวยโดนใจหนุ่มแฟร์เท็กซ์ เปรม มาในชุดสาวแก้วแชมเปญกว่า 180 ใบ แถมถูกหนุ่มๆรุมล้อมเทไวน์ขาวลงแก้วรอบตัว ปิดท้ายด้วย แตงโม-ภัทรธิดา พัชรวีระพงษ์ แปลงโฉมเป็นเจ้าหญิงแสนสวยประจำค่ำคืนแห่งความสุข สงกะสัย ก้อง เห็นแล้วคงดื่มด่ำความสุขไปอีกนาน!



ถ่ายรูปหมู่เป็นที่ระทึก เอ๊ย ระลึก

นอกจากนี้ยังได้อัพเดทเทรนด์แฟชั่นซัมเมอร์ โอเวอร์ ไซส์ กับบรรดานางแบบนายแบบที่มาในชุดแคชวล, ชุดบีชแวร์, ชุดบิกินี่สุดเซ็กซี่ และเครื่องประดับสุดเก๋ พร้อมร่วมงานปาร์ตี้ชิมค็อกเทลสูตรพิเศษที่มีนางแบบสุดเซ็กซี่เสิร์ฟให้ตลอดงาน ทั้งอิ่มอร่อยแถมได้อัพเดตเทรนด์แฟชั่นแบบเนี้ย เซ็นทรัล ยินดีจัดให้อยู่แร้นนน...น!?

แฟชั่นโชว์บนหลังม้าปะทะกายกรรมระดับโลก

สรรหาการแสดงพิเศษมาโชว์ให้ลูกค้าได้ ตื่นตาตื่นใจอยู่เสมอ ล่าสุด ห้างเซ็นทรัล ชิดลม สั่งตรงคณะกายกรรมระดับโลก เลส์ ฟาร์ฟาเดส์ (Les Farfadais) จากประเทศฝรั่งเศส มาสร้างความครึกครื้นในงาน "Central Summer Fest : Le Grand Circus" ระหว่างวันที่ 25-27 มี.ค.ที่ผ่านมา โดยเนรมิตลานมรกต (ลานจอดรถด้านนอก) ให้เป็นโคลิเซี่ยม กลางแจ้ง รับการแสดงกายกรรมระดับโลก และแคตวอล์กแสดงแฟชั่นโชว์แบรนด์ ดังในคอลเลกชั่นซัมเมอร์









ขวัญใจ เจียรวนนท์ (กลาง) ชวนเพื่อนร่วมก๊วน ปิยวรรณ จิตณาธรรม และวิลาสินี พรประเสริฐ-ถาวร มาเชียร์นายแบบจากบ้าน AF.

งานนี้ได้รับความสนใจอย่างคับคั่งจากลูกค้าวีไอพี ที่มากันเป็นคู่และครอบครัว ซึ่งนอกจากจะได้ชมความงดงามของกายกรรมคณะเลส์ ฟาร์ฟาเดส์ ที่มีทั้งการแสดงโรยตัวด้วยสลิงเส้นบางจากเพดานสูง, การแสดงผาดโผนด้วยการห้อยโหน ที่ใช้เพียงแถบผ้าพลิ้วในการโหนตัวและยึดเหนี่ยว ซึ่งเป็นลีลาท้าทายสะกดสายตาของคนดูอย่างมาก และปิดท้ายด้วยการแสดงชุดเมอร์เมดของเหล่าเงือกสาวและหนุ่มที่งดงาม นอกจากนี้ยังมีการแสดงจากสัตว์แสนรู้อย่างช้าง ที่โชว์ความฉลาดทั้งเต้นและเดินสองขา ผสมผสานกับการแสดงแฟชั่นโชว์เสื้อผ้าคอลเลกชั่นใหม่จากหลายแบรนด์ดัง อาทิ BG Lab, Lee Billaborig, BSC, Defry01, Ecilpe, Roxy, Triumph, Seed, Speedo, Steamline, Gas, G star Law, Levi's ฯลฯ



สิริยส เทพหัสดิน ณ อยุธยา และปิยวรรณ ลีละสมภพ เจ้าภาพ คอยรับแขก.



ชัยลดา-รัฐพร โชควัฒนา ยกครอบครัวมาดูกายกรรมชื่อดัง.



**คู่หวานคู่ใหม่ ลักษมีกานต์ อิงคะกุลดิฐวัฒน์ อิสสระ.

สำหรับแฟชั่นโชว์ที่เรียกเสียงฮือฮาได้ ไม่แพ้กายกรรมจากฝรั่งเศส ก็เมื่อนางแบบสุดฮอต "ซอนย่า คูลลิ่ง" ควบม้าออกมาโชว์แฟชั่นในชุด BSC Lingeries พร้อมสวมมงกุฎและเครื่องประดับเพชรมูลค่าเกือบ 10 ล้านบาท แทนการเดินบนแคตวอล์กเหมือนเช่นเคย และปิดฉากการโชว์ด้วยไฮไลต์การเปิดตัว "ควีนส์ ออฟ เซอร์คัส" ของ นุ่น-วรนุช วงษ์สวรรค์ ที่ออกมาในชุดแกลดิเอเตอร์ อุ้มลูกเสือไซบีเรียสีขาว (ตัวเท่าแมว) โดดเด่นแวววาวด้วยเครื่องประดับเพชรแท้และมรกตโคลอมเบีย ซึ่งมีมูลค่ารวมกว่า 50 ล้านบาท...นับเป็นการแสดงแฟชั่นโชว์มิติใหม่ ถึงแม้อากาศจะร้อนอบอ้าวไปนี้ด แต่ก็ไม่สร้างความผิดหวังแก่คนดู